FASHION

|  7 MAY 2017

Wind of Change : Men’s Collection 2017

นิยามของความเปลี่ยนแปลงในแฟชั่นผู้ชาย ที่เคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าอาจจะแตกต่างกับการพลิกภาพจากหน้ามือเป็นหลังมือของแฟชั่นผู้หญิง แต่ในหลายๆ ครั้ง ความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ เหล่านี้ มีนัยสำคัญต่อทิศทางของแบรนด์และวงการแฟชั่นในภาพรวมอย่างที่มองข้ามไม่ได้

ทิศทางที่แบรนด์แฟชั่นผู้ชายกำลังเคลื่อนไปตอนนี้ ถูกนำด้วยเสื้อผ้าสปอร์ตแวร์และชิ้นเบสิคที่มีความผ่อนคลาย เพราะเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ผู้บริโภคสินค้าหรูหรา ไม่ได้แยกระหว่างเสื้อผ้าลำลองและเสื้อผ้าชิ้นเอกสำหรับช่วงเวลาสำคัญอีกต่อไป ช่องว่างที่หายไปถูกแทนที่ด้วยชิ้นเสื้อยืด กางเกงขาสั้น รองเท้าผ้าใบ หรือแม้แต่รองเท้าอย่างแตะหนีบ ที่ล้วนต้องการวัสดุราคาแพงและไอเดียในการออกแบบที่จะทำให้มันดูเลอค่ากว่าการเป็นแค่ชิ้นลำลอง

 

        แบรนด์ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงเด่นชัดที่สุดคือแก๊งที่มีความโดดเด่นในเรื่องงานเทเลอร์จัดๆ เช่น Canali และ Dior Homme ที่เริ่มหันมาเล่นกับชิ้นลำลองใหม่ๆ หัวใจหลักของทั้งสองแบรนด์ไม่ใช่การทิ้งงานเทเลอร์ที่เป็นซิกเนเจอร์ แต่ไม่เป็นถอยหลังมาคิดว่า ไม่จำเป็นต้องมีงานเทเลอร์มันทุกลุคก็ได้ และนั่นคือที่มาของบอมเบอร์แจ๊กเก็ตหนังเจาะรูตรงบอดี้ ตัดต่อแขนผ้าถัก กางเกงขาสั้นเบอร์มิวด้า และเทรนช์โค้ทหลวมสบายที่ Canali และยีนส์ขาลีบ แทร็คสูทหรือชุดออกกำลังกายลายทางซิกแซ็กที่ Dior Homme  เป็นต้น

 

 

          อีกสองแบรนด์ใหญ่ฝีมือดีไซเนอร์อังกฤษอย่าง Burberry และ Louis Vuitton เองก็มีทิศทางที่น่าสนใจ โชว์ See Now, Buy Now ที่สองของ Burberry สะท้อนภาพของแฟชั่นที่ผันตามเวลาสากลของโลกด้วยการผสมผสานชิ้นเสื้อจากทั้งสี่ฤดูไว้ในคอลเลคชั่นเดียวกัน เทรนช์โค้ทของแบรนด์ถูกหยิบมาปัดฝุ่นบนวัสดุใหม่ที่เน้นฟังค์ชั่นมากกว่าแฟชั่น (ที่ผ่านมาแบรนด์มีการหยิบเทรนช์มาทำใหม่ทุกคอลเลคชั่น แต่เป็นเรื่องของคอนเซปต์มากกว่า) วัสดุใหม่ที่เรียกว่า Tropical Gabardine ที่บางเบาขึ้นช่วยเปลี่ยนรูปทรงและมิติของชิ้นคลาสสิกนี้ให้ดูหลวมโอเวอร์ไซส์ เช่นเดียวกับชิ้นอื่นๆ บนโชว์ ไม่ว่าจะเสื้อถักอสมมาตรและเชิ้ตที่เปลี่ยนสัดส่วนแขนให้ยาวผิดรูป ที่สะท้อนแรงบันดาลใจจากงานประติมากรรมของศิลปินระดับไอคอนิกอย่างเฮนรี่ มัวร์

 

 

          ส่วนทาง Louis Vuitton เอง คิม โจนส์ฉีกคอนเซ็ปต์ที่เราคุ้นเคยอย่างการเดินทางเพื่อกลับมาที่ธีมหวนคืนบ้าน กับคอลเลคชั่นที่เป็นเสมือนการรวมฮิตชิ้นเด่นของเขาที่ LV โดยมีการผสมผสานลวดลายและสีสันแบบอัฟริกาซึ่งเป็นที่เกิดของเขา เข้ากับความเป็นพังค์แบบอังกฤษ ซึ่งเป็นที่ๆ เขาเรียนหนังสือและเหล่าซิกเนเจอร์ของวิตตองที่เป็นตัวแทนของปารีส บ้านและสถานที่ทำงานในปัจจุบันของเขาเอง และการที่โจนส์ตัดสินใจหยิบชิ้นคุ้นตาคลาสสิกของ Louis Vuitton ยุคคิม โจนส์ มารื้อทำใหม่ในคอลเลคชั่นนี้ อาจจะบ่งบอกถึงอะไรบางอย่างในอนาคตในแบบที่เราคาดไม่ถึงก็เป็นได้ ซึ่งเราก็คาดหวังว่ามันจะเป็นเรื่องที่ดี ในภาพรวมของความเปลี่ยนแปลงในเสื้อผ้าผู้ชาย ที่เชื่องช้าและยากเย็นแสนเข็น องค์ประกอบที่เปลี่ยนยากที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดก็คือโครงเสื้อ จอร์โจ้ อาร์มานี่อาจจะทำได้เมื่อยุค 1980s เอดี้ สลิมานในช่วงยุคต้น 2000 สมัยที่ฉีกลุคผู้ชายโลกผ่านคอลเลคชั่นของเขาที่ Dior Homme ล่วงเลยมาจนถึงยุคสมัยนี้ ที่ดีไซเนอร์แลดูจะไม่พยายามทำอะไรกับเรื่องของโครงเสื้อมากนัก เพราะมันเป็นเสมือนดาบสองคมที่ถ้าไม่ปังก็พังระเนระนาด

 

 

          แต่นั่นไม่ใช่เดมน่า กวาซาเลีย เพราะเจ้าตัวรู้ดีกว่าใครว่าช่วงเวลาที่เขากำลังเป็นไอดอลของคนเด็กคลั่งแฟชั่นทั้งโลกและทำอะไรก็ไม่ผิดนี่แหละ คือช่วงที่ดีที่สุดที่จะปฏิวัติโครงเสื้อให้ผิดธรรมดาแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน และนั่นคือที่มาของเจ้าสูทสัดส่วนแปลกประหลาดกับช่วงไหล่ที่ใหญ่จนอาจจะเดินติดประตูได้ไม่รู้ตัว และเสื้อถักที่รัดแน่นจนแทบจะเป็นรอยย่นจากใต้วงแขนข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่ง

 

 

CREDIT :  Brands
LINKS :

TAGS  : men summer 2017 fashion

 

Menu

เชิญสมัครสมาชิกเพื่อรับข่าวสารและโปรโมชั่นพิเศษ

WWW.EPMAGAZINE.TODAY